Home เกร็ดน่ารู้ เชื้อไวรัสโคโรนาคืออะไร
โคโรนา1

เชื้อไวรัสโคโรนาคืออะไร

by admin

ไวรัสโคโรนา (2019-nCoV) เป็นไวรัสประเภท​ RNA ที่มีการแปลรหัสพันธุกรรมเพื่อให้เข้ากับสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ จึงเป็นที่มาของการติดต่อจากสัตว์สู่คน​ และคนสู่คน เป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งไม่รุนแรงเท่า ซาร์ส และ เมอร์ส แต่ก็ถือว่าไวรัสโคโรนา มีความรุนแรง มีการพบผู้ป่วยมีอาการตั้งแต่ระดับน้อย ปานกลาง และรุนแรงจนเสียชีวิต แต่องค์การอนามัยโลกยังคงไม่ประกาศเป็นภาวะเร่งด่วนในการควบคุมโรค

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนายังคงเป็นที่จับตาดูจากทุกต่างประเทศ เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักดี ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอะไรแน่ชัด การระบาดกำลังขยายวงกว้างในประเทศจีน ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยทั้งหมดอยู่ในจีน ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นหลายรายเช่นกัน

ทางประเทศจีนได้ทำการปิดเมืองอู่ฮั่นที่เป็นแหล่งกำเนิดโรคแล้ว แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากตอนนี้อยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่เป็นเวลาที่ผู้คนเดินทางทั้งภายในและนอกประเทศมากขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื่อไปยังเมืองอื่นหรือประเทศอื่นได้โคโรนา2กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย ได้ยกระดับการเฝ้าระวัง มีการสั่งการให้สถานพยาบาลยะระดับมาตรการเฝ้าระวังทุกแห่งป้องกันควบคุมโรค ตามมาตรฐานสูงสุดที่ใช้สำหรับโรคติดต่อชนิดนี้ พร้อมยกระดับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินเพื่อตอบโต้สถานการณ์เป็นระดับ 3

มีการเพิ่มการคัดกรองอย่างมีประสิทธิภาพในสนามบิน เฝ้าระวังในสถานพยาบาลทั้งรัฐ และเอกชนให้มีการจัดทีมแพทย์พยาบาลที่ผ่านการอบรมในการวินิจฉัยโรคปฏิบัติการ พร้อมประสานกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้แจ้งบริษัททัวร์เฝ้าระวังดูแลนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ  และคนที่เดินทางไปต่างประเทศด้วย

การคัดกรองใน​ปัจจุบันถือว่าทำเต็มที่แล้ว​ แต่ด้วยอาการของโรค​ หากติดเชื้อจะใช้เวลา 2-3 วัน​ กว่าจะเริ่มมีอาการป่วย​เป็นไข้​ อาจจะมีผู้ติดเชื้อ​หลุดลอดเข้ามาได้  การระบาดของโรคนี้ติดต่อผ่านการหายใจ และเชื้อไวรัสสามารถลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานานจึงทำให้ติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น ลักษณะอาการสำหรับคนคนที่ติดเชื้อ อาจมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล หายใจเหนื่อย ถ้ายังรู้สึกไม่ดีขึ้นภายใน 2 อาทิตย์ ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องและรักษาอย่างทันท่วงที

ขอบคุณที่มาข้อมูล: กระทรวงสาธารณสุข

Related Posts