Home เกร็ดน่ารู้ มาทำความรู้จักประกันชีวิต “แบบสัญญาหลัก”และ”สัญญาเพิ่มเติม” (Part I)
หนังสือ

มาทำความรู้จักประกันชีวิต “แบบสัญญาหลัก”และ”สัญญาเพิ่มเติม” (Part I)

by admin

การทำประกันชีวิตมีรายละเอียดยิบย่อยที่ต้องศึกษามากมาย บ่อยครั้งที่บางคนอ่านจนมึนงงว่าตกลงมันมีกี่แบบกันแน่ แบบไหนคุ้มครองอะไร เหมาะกับใครบ้าง เป็นต้น วันนี้จึงอยากจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจการทำประกันชีวิตให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เลือกทำประกันได้ตรงตามต้องการมากที่สุดค่ะ

ประกันชีวิตประเภทสัญญาหลัก

ประกันชีวิตประเภทนี้จะให้ความคุ้มครอง 2 ลักษณะคือ คุ้มครองในขณะมีชีวิตอยู่และคุ้มครองเมื่อเสียชีวิตไปแล้ว หากผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่จนครบเงื่อนไขของสัญญาประกัน ก็จะได้เงินประกันคืนรวมทั้งอาจได้ผลประโยชน์อย่างอื่นเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทประกัน หากเสียชีวิตบริษัทจะจ่ายเงินให้กับผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งตัวผู้เอาประกันสามารถเลือกได้ว่าจะให้ใครรับประโยชน์ ประกันแบบสัญญาหลักยังแยกย่อยไปอีกหลายแบบ ดังนี้

1.ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

เป็นประกันที่ต้องจ่ายเบี้ยแค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ได้รับความคุ้มครองตลอดชีวิต แต่ตลอดชีวิตของแต่ละบริษัทอาจจะไม่เท่ากัน บางที่อาจจะคุ้มครองถึง 99 ปี บางที่อาจจะแค่ 85 ปี ตรงนี้ผู้เอาประกันต้องสอบถามให้ดี ประกันประเภทนี้มีเบี้ยประกันที่ไม่สูงมาก ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการเงินคืนเพราะกว่าจะได้คืน ต้องมีอายุครบกำหนดตามสัญญาซึ่งก็คือ 85 หรือ 99 ปีเท่านั้น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมรดกไว้ให้ลูกหลานหลังเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า

ผู้สูงอายุ

2.ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

เป็นประกันที่มีวงเงินคุ้มครองไม่สูงมาก แต่มีเบี้ยประกันสูง มีระยะเวลาการจ่ายเบี้ยและระยะที่ให้ความคุ้มครองไม่เท่ากัน เช่น จ่าย 5 ปี คุ้มครอง 10 ปี เป็นต้น ในระยะเวลาช่วงที่ต้องจ่ายเบี้ย อาจจะได้รับเงินคืนบางส่วนตามที่บริษัทประกันกำหนด เป็นประกันที่เหมาะกับคนที่ต้องจ่ายภาษีเยอะๆเพราะเบี้ยประกันประเภทนี้นำไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ว่าต้องไม่เกิน 100,000 ต่อปี และต้องเป็นประกันที่มีระยะความคุ้มครองมากกว่า 10 ปีขึ้นไปจึงจะนำไปลดหย่อนภาษีได้

3.ประกันแบบบำนาญ

เป็นประกันเน้นในเรื่องการออมเงินเพื่อไปใช้หลังเกษียณมากกว่าคุ้มครองในเรื่องการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยผู้เอาประกันต้องจ่ายเบี้ยประกันให้ครบก่อนแล้วกรมธรรม์ประกันจะเริ่มมีผลเมื่อครบอายุเกษียณ ซึ่งจะเป็นอายุ 55 หรือ 60 ปีก็ได้แล้วแต่บริษัทกำหนด เมื่ออายุครบแล้ว บริษัทจะทยอยจ่ายเงินเป็นงวดๆ อาจเป็นรายเดือน รายไตรมาสหรือรายปีขึ้นอยู่กับผู้เอาประกันจะเลือก ทั้งนี้ในระยะเวลาช่วงตั้งแต่เริ่มทำสัญญาจนกระทั่งอายุก่อนเกษียณ ผู้เอาประกันจะไม่ได้รับเงินใดๆเลย ยกเว้นในกรณีเสียชีวิตเท่านั้น เป็นประกันที่ส่งเสริมในเรื่องการออม ช่วยให้ผู้สูงอายุมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ดังนั้นรัฐบาลจึงสนับสนุนประกันประเภทนี้มาก เบี้ยประกันจึงสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้มากกว่าประเภทอื่น คือลดหย่อนได้ไม่เกิน 200,000 บาท

4.ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน

เป็นประกันแบบใหม่ที่เริ่มมีในประเทศไทยไม่นานมานี้ จะแตกต่างกับประกันอื่นตรงที่เบี้ยประกันจะถูกแบ่งเป็น 2 กอง กองแรกเป็นเบี้ยสำหรับประกันชีวิต ส่วนกองที่สองนั้นจะแบ่งไปลงทุนกับองค์กรที่บริษัทประกันหามาให้ ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนกับอะไร เมื่อมีการลงทุนมาเกี่ยวข้อง ผลตอบแทนจึงเยอะขึ้น ในขณะเดียวกันความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นใครที่จะทำประกันประเภทนี้ต้องศึกษาให้ดีก่อนทำ

ประกัน

สำหรับประกันชีวิตแบบสัญญาหลักทุกแบบสามารถซื้อได้โดยที่ไม่ต้องมีสัญญาเพิ่มเติมมาก่อน เบี้ยประกันจะคงที่ตลอดอายุสัญญาไม่ว่าจะต้องจ่ายเบี้ยนานเท่าไร เบี้ยประกันที่จ่ายงวดแรกกับงวดสุดท้ายก็จะเท่าเดิมเสมอ สำหรับวันนี้พอเท่านี้ก่อนแล้วคราวหน้าจะพาไปรู้จักกันประกันชีวิตแบบสัญญาเพิ่มเติมกันค่ะ

มาทำความรู้จักประกันชีวิต “แบบสัญญาหลัก”และ”สัญญาเพิ่มเติม” (Part II)

หลังจากคราวที่แล้วเราได้พาไปรู้จักประกันชีวิตแบบสัญญาหลักกันไปแล้ว วันนี้ก็มาทำความรู้จักกับประกันชีวิตแบบสัญญาเพิ่มเติมกันต่อเลยค่ะ

ประกันชีวิตประเภทสัญญาเพิ่มเติม

เป็นประกันที่เราจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อมีประกันแบบสัญญาหลักอยู่ก่อนแล้วและต้องยังมีผลบังคับใช้อยู่เท่านั้น ดังนั้นใครที่ทำประกันสัญญาหลักแบบชั่วระยะเวลาและมีการคุ้มครองที่ค่อนข้างสั้น ไม่ค่อยเหมาะที่จะซื้อสัญญาเพิ่มเติมเท่าไรนัก เพราะอาจจะไม่คุ้มค่าที่เบี้ยที่ต้องจ่ายไป ประกันแบบนี้ก็สามารถแยกไปได้อีกหลายประเภท แต่ที่นิยมทำกันมากๆคือ

1.ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่นิยมมากเพราะจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเมื่อต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ ซึ่งนอกจากค่ารักษาพยาบาลแล้วยังมีการคุ้มครองเรื่องอื่นๆอีกขึ้นอยู่กับเราเลือก เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่าฉีดวัคซีน ค่ารักษาด้านทันตกรรม เป็นต้น สำหรับวงเงินที่จะได้รับนั้นมี 3 รูปแบบได้แก่ เงินเคลมแบบจำกัดวงเงินทุกรายการ เงินเคลมแบบเหมาจ่ายและเงินเคลมที่มีทั้งจำกัดรายการและเหมาจ่ายรวมกัน โดยการเบิกเงินเคลมมักจะจ่ายตามจริงแต่ไม่เกินวงเงินที่ทางประกันกำหนด

ประกันสุขภาพ

 

2.โรคร้ายแรง

เป็นประกันที่คุ้มครองเฉพาะโรคร้ายแรงที่ทางบริษัทประกันกำหนดเอาไว้เท่านั้น ซึ่งจำนวนโรคที่คุ้มครองก็มากน้อยแตกต่างกันไป บางที่คุ้มครองโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงระยะลุกลาม บางที่คุ้มครองแค่ระยะลุกลามเท่านั้น ดังนั้นต้องศึกษาเงื่อนไขให้ดีก่อนตัดสินใจทำค่ะ สำหรับการเบิกเงินเคลมจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือแบบเหมาจ่ายตามที่ระบุไว้ตั้งแต่เริ่มทำสัญญากับแบบจ่ายรายวัน เช่น ระบุว่าจะให้เงินเคลม 1 ล้านหากป่วยด้วยโรคร้ายแรงที่กำหนดเอาไว้ในสัญญา เมื่อป่วยด้วยโรคที่ระบุไว้ ทางบริษัทก็จะจ่ายเงินให้ 1 ล้านบาทแล้วประกันก็สิ้นสุดผลบังคับ กับอีกแบบคือจ่ายค่ารักษารายวันตามจำนวนวันที่เข้ารักษาพยาบาล เช่น ระบุในสัญญาว่าจะจ่ายวันละ 5,000 บาทเมื่อป่วยด้วยโรคร้ายแรงตามที่ระบุในสัญญา เมื่อป่วยด้วยดรคที่กำหนดก็จะได้รับเงินวันละ 5,000 บาท ทั้งนี้การได้รับเงินเคลมทั้ง 2 แบบนั้นจะได้ตามที่ระบุไว้ในสัญญาโดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่ารักษาที่ต้องจ่ายจริง

3.อุบัติเหตุ

เป็นประกันที่มีผลบังคับใช้เฉพาะกรณีเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น โดยเงินที่ได้จะมี 2 ลักษณะคือ ได้เงินตามที่จ่ายไปจริงกับเงินแบบค่าชดเชย

ประกันสังคม

ก็จบกันไปแล้วนะคะสำหรับข้อมูลของประเภทประกันชีวิตที่เรานำมาฝากกัน คิดว่าน่าจะทำให้รู้จักประกันชีวิตแต่ละประเภทกันมากขึ้นและเปรียบเทียบถึงความแตกต่างกันได้ ดังนั้นใครที่กำลังศึกษาและวางแผนที่จะทำประกันอยู่ก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยเป็นแนวทางที่ดีในการตัดสินใจได้ค่ะ

Related Posts